ดูซีรี่ย์ The Half Of It หนังรักสามเศร้าสุดแสนมึนใครรักใครกันแน่? สำหรับใครที่อยากหาหนังแนวรักโรแมนติกฟีลแบดคำคมเยอะ ๆ เราขอแนะนำเรื่องนี้เลย The Half of It หนังรักสามเส้า ที่หักมุมคนดูไปมาหลายครั้งมาก จนเดาไม่ออกเลยว่าใครชอบใครกันแน่ พร้อมด้วยมุกจิกกัดสังคมในเรื่องฮา ๆ ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งเรื่องอาจจะไม่ได้มีฉากโรแมนติกมากนัก แต่คุณภาพของหนังนั้นเต็มเรื่องอย่างแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าเป็นไงลองมาอ่านรีวิวของเราก่อนได้เลย

“นี้ไม่ใช่เรื่องราวของความรัก หรือว่าที่ ๆ คนหนึ่งจะได้สิ่งที่ต้องการ” – เอลลี่ ชู – นี้อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์รักที่ใครหลายคนฝันหา แต่เป็นเรื่องราวของคน ๆ หนึ่งที่ต้องการจะก้าวผ่านเรื่องราวของตนเองไปให้ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรักสามเส้าระหว่าง เอลลี่, พอล และเอสเตอร์ ที่ถ้าดูในตอนแรกอาจจะเป็นแค่สามเส้าธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อผ่านเรื่องราวไปเรื่อย ๆ จะพบว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันวุ่นวายกว่าที่คิดไว้ เมื่อตัวหนังได้พยายามหลอกให้เหล่าผู้ชมเชื่อว่าตัวละครอาจจะเปลี่ยนใจชอบกันเองก็ได้ และผู้กำกับก็ทำสำเร็จ สามารถหลอกคนดูว่าคนนี้ชอบคนนี้ อีกคนอาจจะชอบคนนี้ก็ได้ ทำให้เหล่าคนดูโดนตุ๋นกันเกือบหมด และในตอนจบของเรื่องนี้อย่างที่ เอลลี่ เป็นคนกล่าว นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องราวความรักที่สมปราถนา แต่มันได้สร้างเส้นทางทำให้เราเติบโตไปข้างหน้า นี้จึงเป็นหนังสไตล์ Coming of age และมีปรัชญาเข้ามาแทรกเล็กน้อย นี้เลยเป็นหนังน้ำดีอีกเรื่องที่ผู้ชมไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ต่อไปคงขาดไปไม่ได้เลยสำหรับหนังรักโรแมนติกแบบนี้นั้นก็คือฉากเลิฟซีนนั้นเอง ในเรื่องนี้ไม่ค่อยมีฉากแบบนั้นซักเท่าไหร่ส่วนใหญ่ฉากที่โรแมนติกกลายเป็นติดตลกไม่ก็เขินอายแทนเลย เรื่องนี้บิ้วฉากรักไม่ค่อยอินไปกับตัวหนังซักเท่าไหร่ ทำให้เรื่องนี้ฉากโรแมนติกค่อนข้างแห้งมาก ในเรื่องบิ้วเพียงไม่กี่ฉากเองทำให้สอบตกเรื่องความโรแมนติกไปเลย

ส่วนในเรื่องของมุมกล้อง เรื่องนี้ทำออกมาได้อย่างฉลาดมากในบางฉากมีการตัดฉากให้มีความเข้าใจผิด ตัดมุมกล้องกลับไปมาและกลับมาแก้ในตอนหลัง และมีการนำคอนเซ็ปต์ชื่อเรื่องมาใช้ให้ได้มุมกล้องที่ตรงตามชื่อเรื่อง ถึงแม้จะมีฉากแบบนี้นิดเดียว แต่ก็สื่อความหมายได้อย่างดี เสียงดนตรีประกอบเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูมีสีสันมากขึ้น ในหลาย ๆ ฉากมีการใส่เพลงป็อปทำนองสบาย ๆ ให้เราได้ฟังกัน ส่วนพากย์ไทยนั้นก็ทำออกมาดีไม่แพ้กันดีระดับโรงภาพยนตร์เลย คุณภาพแน่นตามสไตล์เน็ตฟลิกซ์ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าไม่ควรเปิดซับพร้อมดูพากย์ไทยนะ ไม่งั้นจะหงุดหงิดพากย์ไม่ตรงซับได้

นอกจากนี้เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสุดโต่งในบางเรื่องที่มีแต่ในดินแดนอเมริกาเท่านั้นที่มี ทำให้ผู้ชมรู้สึกขำไปกับความสุดโต่งในบ้านเมืองเขาจริง ๆ สถานที่ในเมืองสควอเฮมิชแห่งนี้แต่ละจุดจะสะท้อนสิ่งที่หนังจะแซะออกมา ส่วนใหญ่คือ โรงเรียน และโบสถ์ โดยชาวเมืองในสควอเฮมิชส่วนใหญ่จะมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น บาทหลวงของที่นี้ยังมีความเชื่อพวกลักธิสุดโต่งอีกด้วย เกือบทุกครอบครัวจะมาทำกิจกรรมสำคัญในโบสถ์ทุกอาทิตย์ ครอบครัวของเอสเตอร์เองก็เป็นพวกเคร่งศาสนาเช่นกัน โดยในบางครั้งเอสเตอร์ก็จะเห็น เอลลี่ ที่มาเล่นเปียโนทุกสัปดาห์เหมือนกัน

ส่วนโรงเรียนก็จะมีอาจารย์สอนวิชาปรัชญา ซึ่งเอลลี่รับจ้างเขียนรายงานส่ง งานละ 30 ดอล ซึ่งราคาก็หนักเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ก็รับประกันว่าได้ A แน่ ๆ ถ้าไม่ได้ยินดีคืนเงิน โดยที่อาจารย์ก็รู้เหมือนกันว่าเป็นฝีมือเอลลี่ แต่เลือกที่จะปล่อยไปเพราะว่าถ้านักเรียนตกส่วนใหญ่ก็ต้องตามมาแก้งาน นี้จึงเป็นการแบ่งเบาภาระของอาจารย์ ซึ่งตัวหนังพยายามที่จะแซะเรื่องนี้เช่นกัน เมื่ออาจารย์อยากที่จะให้นักเรียนผ่านมากกว่าได้ความรู้กลับไป หรือในเมื่อนักเรียนไม่สนใจก็ไม่จำเป็นจะต้องฝืนให้มาเรียนอะไรแบบนี้ มันมองได้หลายมุมมองแล้วแต่จะคิดจริง ๆ

โดยรวม ๆ นี้เป็นหนังคอมเมดี้ โรแมนติก น้ำดีอีกเรื่องที่สอนหลายอย่างให้คนดูพร้อมด้วยการล้อเลียนชีวิตจริงของคนเรา หลาย ๆ สิ่งที่เอลลี่หยิบยกออกมาพูดนั้นมักจะเป็นคำพูดเชิงปรัชญาตลอด ทำให้มีข้อคิดจากหนังเรื่องนี้ไหลออกมาตลอดทั้งเรื่อง มันทำให้เราสามารถย้อนคิดกลับมาดูตัวเราได้จริง ๆ ว่าเราจะสามารถผ่านเรื่องราวเหมือนตัวละครเหล่านี้ได้หรือไม่